อย่ารอให้ “รู้งี้…”Hazardous Area การจำแนกพื้นที่อันตรายที่ควรรู้!!

#การจำเเนกพื้นที่อันตรายที่ควรรู้ HAZARDOUS AREA อย่ารอให้ “รู้งี้…” เรามาศึกษาข้อมูลไว้เพื่อประโยชน์ในการทำงานกันนะคะ

พื้นที่อันตราย (Hazardous Area)
หมายถึง  บริเวณที่มีโอกาสจะเกิดอุบัติเหตุของการระเบิดหรือไฟไหม้ขึ้นได้ง่าย   โดยสภาวะที่จะเกิดเหตุดังกล่าวจะต้องครบองค์ประกอบร่วม 3 อย่างในระดับที่เหมาะสมได้แก่
1.   มีสารไวไฟในปริมาณมากพอที่จะจุดติดไฟได้ (Flammable Material in Ignitable Quantities) ซึ่งอาจเป็นของเหลวหรือละอองฝุ่นขนาด 0.1 -0.001 มิลลิเมตร
2.   มีออกซิเจนในปริมาณที่เพียงพอให้เกิดการเผาไหม้ (ในอากาศปกติ จะมีออกซิเจนประมาณ 21%)
3.   มีแหล่งจุดติดไฟ (Ignition Source)  ทำให้เกิดพลังงานความร้อนที่มากพอกับส่วนผสมของเชื้อเพลิงและอากาศซึ่งการจุดติดไฟนี้ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เปลวไฟ, การสปาร์กของอุปกรณ์ไฟฟ้า, มีความร้อนสูงสะสม และ การถ่ายเทประจุจากไฟฟ้าสถิต  เป็นต้น

การจำแนกพื้นที่อันตราย
มีวิธีการจำแนก  2 วิธีที่แตกต่างกัน คือ
–    การจำแนกเป็นประเภท (Class) และแบบ (Division) เป็นไปตามมาตรฐานของ NEC
–    การจำแนกเป็นโซน (Zone)  เป็นไปตามมาตรฐานของ IEC (IEC 60079)

การจำแนกเป็นประเภท (Class) และแบบ (Division);  ตามมาตรฐาน NEC
มาตรฐานของ The National Electrical Code Committee (NEC) และThe National Fire Protection Association (NFPA) Publication 70  กำหนดพื้นที่อันตรายออกได้ดังนี้
1.   บริเวณอันตรายประเภทที่ 1 (Class 1) คือ  บริเวณที่ซึ่งมีก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟ (Flammable vapors and gases) ผสมอยู่ในอากาศปริมาณมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดการจุดระเบิดได้
– บริเวณอันตรายประเภทที่ 1 แบบที่ 1 (Class 1, Division 1)  คือ  บริเวณที่มีการใช้ก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟ ซึ่งสามารถรั่วไหลจากกระบวนการทำงานตามปกติ  การซ่อมบำรุง  รวมทั้งการรั่วไหลจากเหตุหรืออุปกรณ์ หรือเครื่องจักรทำงานผิดปกติ และยังอาจทำให้เกิดประกายไฟหรือความร้อนที่ทำให้สารไวไฟรั่วไหลจุดติดไฟได้
– บริเวณอันตรายประเภทที่ 1 แบบที่ 2 (Class 1, Division 2)  คือ  บริเวณที่มีการใช้ก๊าซหรือของเหลวไวไฟในระบบปิดซึ่งไม่มีการรั่วไหลนอกจากเกิดความเสียหายของภาชนะบรรจุหรือการทำงานที่ผิดพลาดของเครื่องมืออุปกรณ์  และยังรวมถึงบริเวณที่อยู่ใกล้กับพื้นที่อันตรายประเภทที่ 1 แบบที่ 1 ซึ่งก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟอาจถ่ายเทถึงกันได้ นอกจากนี้พื้นที่อันตรายประเภทที่ 1 แบบที่ 1 ซึ่งเมื่อได้ติดตั้งระบบระบายอากาศเพื่อช่วยลดปริมาณสารไวไฟที่ผสมในอากาศอย่างเหมาะสม แต่อาจเกิดสภาพอันตรายได้เมื่อระบบระบายอากาศขัดข้อง ก็จัดเป็นพื้นที่อันตราย แบบที่ 2 ด้วย
2.   บริเวณอันตรายประเภทที่ 2 (Class 2) คือ บริเวณที่ซึ่งมีฝุ่นที่เผาไหม้ได้ (Combustible dust) ในปริมาณมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดการจุดระเบิด
– บริเวณอันตรายประเภทที่ 2 แบบที่ 1 (Class 2, Division 1)  คือ  บริเวณที่มีฝุ่นเผาไหม้ได้อยู่ในอากาศในปริมาณมากพอให้เกิดส่วนผสมที่จุดระเบิดได้ในกระบวนการทำงานปกติ และบริเวณที่มีฝุ่นที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีในปริมาณที่อาจทำให้เกิดอันตรายจากการระเบิด รวมทั้งกรณีที่ฝุ่นที่เผาไหม้ได้เกิดการรั่วไหลจากเหตุที่อุปกรณ์หรือเครื่องจักรทำงานผิดปกติและอาจทำให้เกิดประกายไฟหรือความร้อนซึ่งทำให้ฝุ่นที่รั่วไหลออกมาเกิดการจุดระเบิดได้
– บริเวณอันตรายประเภทที่ 2 แบบที่ 2 (Class 2, Division 2) คือ บริเวณที่มีฝุ่นที่เผาไหม้ได้อยู่ในอากาศในปริมาณไม่มากพอทำให้เกิดส่วนผสมที่จุดระเบิดได้ในกระบวนการทำงานปกติ  รวมถึงบริเวณที่มีฝุ่นซึ่งอาจสะสมอยู่บนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอาจขัดขวางการระบายความร้อนของอุปกรณ์นั้นแต่ประกายไฟจากการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือจากการลัดวงจรไฟฟ้าอาจทำให้ฝุ่นเหล่านี้เกิดการจุดระเบิดได้

3.  บริเวณอันตรายประเภทที่ 3 (Class 3) คือ บริเวณที่มีเส้นใยที่จุดติดไฟได้ง่าย (easily ignitible fibers or flyings) มีปริมาณมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอันตรายจากการจุดระเบิดได้
– บริเวณอันตรายประเภทที่ 3 แบบที่ 1(Class 3, Division 1) คือ บริเวณที่มีการผลิต การใช้ หรือการขนถ่ายเส้นใยที่จุดติดไฟได้ง่ายในปริมาณที่เพียงพอให้เกิดการจุดระเบิดได้
– บริเวณอันตรายประเภทที่ 3 แบบที่ 2 (Class 3, Division 2) คือ บริเวณที่มีการจัดเก็บหรือขนถ่ายเส้นใยที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ได้ง่ายในปริมาณมาก

การจำแนกเป็นโซน (Zone); ตามมาตรฐาน IEC
การแบ่งพื้นที่อันตรายตามมาตรฐาน The International Electrotechnical Commission (IEC); IEC 60079-10 และ CEC Section 18 ซึ่งครอบคลุมสารไวไฟที่เป็นก๊าซ, ไอระเหยและหมอกฝุ่น (Gases, Vapors and Mists) แต่ไม่รวมฝุ่นไวไฟ (Combustible or Electrically Conductive Dusts) โดยให้ความตระหนักถึงโอกาสความเป็นไปได้ที่จะมีการสะสมของสารไวไฟขึ้นได้  แบ่งโอกาสความเป็นไปได้ของการเกิดสภาพบรรยากาศที่จุดติดไฟได้ (Explosive Atmosphere) ออกเป็นโซน 0, โซน 1 และ โซน 2
1.   โซน 0  (Zone 0) คือ พื้นที่อันตรายเนื่องจากมีก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟ (flammable gases or vapors) ผสมอยู่ในบรรยากาศจนเกิดบรรยากาศที่จุดติดไฟได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ถังเก็บน้ำมันใต้ดิน
พื้นที่ใน Zone 0 จะมีโอกาสสูงที่ความเข้มข้นของไอระเหยของสารไวไฟเกินกว่า 100% ของค่า Lower Explosive Limit (LEL) ของสารนั้นในภาวะปกติมากกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี  อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในพื้นที่ Zone 0 มักจะเป็นเครื่องมือวัดต่างๆ เช่น เครื่องมือวัดระดับของเหลว และ เครื่องมือวัดอุณหภูมิ เป็นต้น    อุปกรณ์เครื่องวัดดังกล่าวจะต้องเป็นประเภท Intrinsically Safe เท่านั้นเพราะอุปกรณ์ประเภทนี้จะใช้กำลังไฟฟ้าในระดับต่ำมากทำให้เมื่อมีการเกิดลัดวงจรในอุปกรณ์เครื่องมือวัดเหล่านี้ พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจะไม่มากพอให้แก๊สหรือไอระเหยไวไฟเกิดการจุดติดไฟได้
2.   โซน 1  (Zone 1) คือ พื้นที่อันตรายเนื่องจากมีการรั่วไหลก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟ (flammable gases or vapors) ออกมาผสมอยู่ในบรรยากาศที่จุดติดไฟได้อยู่บ่อยครั้งในกระบวนการทำงานตามปกติ หรือเมื่อทำการซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์ในบริเวณดังกล่าว  เช่น
·   บริเวณที่มีการเติมน้ำมันเข้าถังน้ำมันรถยนต์ ดังในรูปที่ 3 ซึ่งรถยนต์จะเข้ามาและวิ่งออกไปเมื่อเติมแล้วเสร็จ
·   บริเวณรอบช่องเปิดของถังบรรจุ
·   บริเวณรอบ Safety Valve และบริเวณใกล้กับ Seal ของ Pump หรือ Compressor
·   จุดถ่ายเทสารไวไฟ
·   บริเวณที่มีการถ่ายบรรจุแก๊ส
·   บริเวณที่มีการใช้สารตัวทำละลาย (Solvent)
พื้นที่ใน Zone 1 จะมีโอกาสที่จะมีความเข้มข้นของไอระเหยของสารไวไฟเกินกว่า 100%  ของค่า Lower Explosive Limit (LEL) ของสารนั้นในภาวะปกติ ระหว่าง 10 ถึง 1,000 ชั่วโมงต่อปี

3.  โซน 2   (Zone 2)  คือ พื้นที่อันตรายเนื่องจากมีการรั่วไหลของก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟ (flammable gases or vapors) ออกมาผสมอยู่ในบรรยากาศจนเกิดบรรยากาศที่จุดติดไฟแทบไม่เกิดขึ้นในการทำงานปกติ  หรือโอกาสเกิดขึ้นได้นานๆครั้ง เช่น เมื่อเกิดอุบัติเหตุในกระบวนการทำงานหรือการทำงานผิดปกติ  หรือจะเกิดขึ้นเฉพาะภายในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ปล่อยให้เกิดการรั่วไหลเป็นเวลานาน

พื้นที่ใน Zone 2 จะมีโอกาสที่จะมีความเข้มข้นของไอระเหยของสารไวไฟเกินกว่า 100% ของค่า Lower Explosive Limit (LEL) ของสารนั้นในภาวะปกติ น้อยกว่า 10 ชั่วโมงต่อปี

ที่มาข้อมูล : http://www.cbwmthai.org/test/Activity_Detail.aspx?id=14

Share :

Related Post

KNOWLEADGE

Different 3415 3415M 3415MCC

[title text=”คำถามยอดฮิต ความเหมือนที่เเตกต่างไฟฉายกันระเบิด รุ่น 3415/3415M/3415MCC” tag_name=”h2″] ว่าด้วยคำถามที่มีเข้ามาอย่างล้นหลาม กับคำถามที่ว่า ต่างกันยังไงครับ แล้วจะแนะนำยังไงครับ วันนี้ผมขอรวบตึงกันแบบเคลียร์ๆเลยนะครับ ไฟฉายกันระเบิดรุ่นยอดฮิต 3415 / 3415M/ 3415MCC ที่ได้รับการแนะนำจากผู้ใช้งานกันเอง บอกต่อกัน จนกลายเป็นที่นิยม ด้วยคุณสมบัติและฟังก์ชัน ที่มาพร้อมกับราคาที่เหมาะสม ตัวไฟฉายขนาด 18.9 เซนติเมตร ส่วนตรงหัวสามารถหักงอได้ 90 องศา มีที่หนีบด้านหลังตัวไฟฉายสำหรับใช้งาน ถ้าหน้างานที่ไม่สามารถใช้มือเพื่อถือส่องไฟฉายก็สามารถหนีบที่เสื้อ และหักงอหัวไฟฉายได้ตามรูปภาพด้านล่างนะครับ [ux_image id=”16728″] [divider color=”rgb(255, 255, 255)”] การกันเกิดประกายไฟที่ได้รับรองมาตรฐานระดับโลก Class1 Division 1 ซึ่งเป็นระดับป้องกันการเกิดประกายไฟสูงสุด จึงเหมาะกับการใช้งานในหลากหลายอาชีพที่ต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยง ถ้าจะพูดจริงๆเราทุกคนก็ควรมีนะครับ เพราะตัวเราอาจจะอยู่ในพื้นที่ บริเวณที่ทำให้เกิดประกายไฟได้ แค่ในบ้านก็ถือเป็นที่ที่มีโอกาสการเกิดประกายไฟได้นะครับ ในเรื่องของความสว่างจะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ เพราะหลายคนอยากรู้ว่าสว่างมากแค่ไหน คำตอบคือสว่างครับ แต่สว่างในที่นี่ต้องดูว่าหน้างานเราเป็นแบบไหน ในความสว่างสูงสุดที่ใช้งานได้อยู่ที่ 336 ลูเมน ซึ่งต้องใช้ในโหมด SPOT […]

KNOWLEADGE

Carabiner สำคัญไฉน!

[title text=”Carabiner”] สวัสดีครับวันนี้เปิดประเด็นกันเลยกับเจ้าตัวเล็ก คาราบิเนอร์ ห่วงเกี่ยวนิรภัย ถึงจะเล็กแต่สำคัญมากนะครับ ประโยชน์การใช้งานก็มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการยกสิ่งของ ลากรถ หรือใช้การเชื่อมต่อกับร่างกายของเรา โดยยึดโยงน้ำหนักจุด 2จุดเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ใช้เชื่อมต่อระหว่าง Body Support กับAnchorage หรือเรียกว่า Connection ป้องกันอันตรายจากการตก ส่วนในเรื่องของการรับน้ำหนักเนี่ยต้องบอกเลยว่ารับได้มากจริงๆครับ อย่างเช่นบางรุ่นรับได้ 25kN กิโลนิวตัน ถ้าจะเปรียบเทียบ 1kN ≈ 101 kg ถ้า 25kN ≈ 2,549 กิโลกรัม มากจริงๆใช่ไหมหล่ะครับ ซึ่งเจ้าคาราบิเนอร์นี้ มีหลายขนาดมาก วัสดุโดยส่วนใหญ่ทำมาจากอลูมิเนียม หรือเหล็กเป็นต้น มีการล็อก 2แบบ แบบแรกคือ Auto Locking คือใช้มือหมุนเปิด แต่ปิดล็อคเอง ในปัจจุบันคาราบิเนอร์แทบทุกรุ่นก็จะเป็นระบบนี้ แบบที่สอง Manual Locking คือการใช้มือหมุนปิดและเปิด ส่วนประกอบจะมีหลายส่วนด้วยกัน ตามภาพที่ผมยกตัวอย่างด้านล่างเลยครับ ต่อกันด้วยเรื่อง […]

KNOWLEADGE

อุปกรณ์โรยตัวลงแบบล็อคอัตโนมัติ Skylotec Sirius

[ux_image id=”16822″] ข้อมูลเฉพาะสินค้า สินค้ามาตรฐาน : DIN EN 12841-C:2006, DIN EN 341-2A:2011 ความเร็วในการโรยตัว : 2 เมตร/วินาที อายุการใช้งานสูงสุด : 30 ปี (* ขึ้นอยู่กับการใช้งาน การเก็บรักษา และสภาพแวดล้อม) รับรองการใช้งานได้สูงสุด : 2 คน รองรับน้ำหนักสูงสุด : 250 กิโลกรัม รองรับอุณหภูมิ : 60 องศา ถึง (-30 องศา) ขนาด : 47x79x175 มิลลิเมตร น้ำหนัก : 0.51 กิโลกรัม จุดเด่น เป็นโลหะทุกชิ้นส่วน 100% อะลูมิเนียมและเหล็ก แข็งแรงทนทาน คันโยกเรียวเล็ก จับบังคับง่าย ฟังก์ชั่น Panic […]